top of page

เรียนภาษาอังกฤษยังไงให้พูดดีขึ้น? รู้จัก Recast เทคนิคที่ครูใช้แก้ภาษาอังกฤษให้เรา

Oct 14
3 min read

เวลาเรียน Speaking เคยสังเกตไหมคะว่า บางครั้งเราพูดภาษาอังกฤษผิด แต่คุณครูไม่ได้หยุด Conversation แล้วบอกตรง ๆ ว่า

“ประโยคนี้ผิด ต้องพูดแบบนี้”

แต่คุณครูกลับนำสิ่งที่เราพูดมาพูดใหม่ให้ถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

Student:“I go mall with my friend last week.”

Teacher:“Oh, so you went to the mall with your friend last week?”

ดูเหมือนเป็นเพียงการตอบกลับตามปกติ แต่จริง ๆ แล้วคุณครูเพิ่งแก้ภาษาอังกฤษของนักเรียนไปแล้วค่ะ

go → went

และ

go mall → went to the mall

การให้ Corrective Feedback ในลักษณะนี้เรียกว่า Recast

และถ้าเราเข้าใจว่า Recast คืออะไร รวมถึงรู้ว่าควรทำอะไรหลังได้รับ Correction วิธีที่เราใช้เวลาในคลาส Speaking หรือคลาสภาษาอังกฤษแบบ 1:1 อาจเปลี่ยนไปมากค่ะ


Recast คืออะไรในการเรียนภาษาอังกฤษ?

Recast คือวิธีให้ Corrective Feedback ที่คุณครูนำประโยคที่นักเรียนพูดผิดหรือยังไม่เป็นธรรมชาติ มาพูดใหม่ให้ถูกต้องหรือเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยยังคงความหมายเดิมของนักเรียนไว้

จุดสำคัญคือ คุณครูไม่จำเป็นต้องหยุด Conversation เพื่ออธิบายทุก Error โดยตรง

ตัวอย่าง

❌ Student:“Yesterday I go shopping.”

✅ Teacher:“Oh, you went shopping yesterday?”

หรือ

❌ Student:“I very like this food.”

✅ Teacher:“Oh, you really like this food?”

ในทั้งสองตัวอย่าง คุณครูไม่ได้พูดว่า

“Wrong.”

แต่ได้นำประโยคของนักเรียนกลับมาพูดใหม่ในรูปแบบที่ถูกต้องหรือเป็นธรรมชาติมากขึ้น

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางครั้ง นักเรียนอาจกำลังได้รับ Correction จากคุณครูโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวค่ะ


Recast ต่างจากการแก้ภาษาอังกฤษแบบตรง ๆ อย่างไร?

การ Correction แบบตรง ๆ อาจเป็นลักษณะนี้

Student:“I go shopping yesterday.”

Teacher:“No. You should say ‘I went shopping yesterday.’ Because this happened in the past.”

นักเรียนจะรู้ทันทีว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน

แต่ Recast จะเป็นธรรมชาติกว่าใน Conversation

Student:“I go shopping yesterday.”

Teacher:“Oh, you went shopping yesterday? What did you buy?”

คุณครูยังคง Conversation ต่อไป พร้อมกับนำรูปประโยคที่ถูกต้องกลับมาให้นักเรียนได้ยิน

ทั้งสองวิธีสามารถมีประโยชน์ในการเรียนภาษาอังกฤษ และคุณครูอาจเลือกใช้แตกต่างกันตามสถานการณ์และผู้เรียนค่ะ


สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่คุณครู Correction อย่างไร แต่คือ “นักเรียนทำอะไรต่อ”

ลองกลับมาที่ตัวอย่างเดิมค่ะ

Student:“I go mall with my friend last week.”

Teacher:“Oh, so you went to the mall with your friend last week?”

นักเรียนคนแรกตอบว่า

“Yes, that's right.”

แล้ว Conversation ก็ดำเนินต่อไป

ไม่ได้หมายความว่านักเรียนทำผิดนะคะ นักเรียนเข้าใจสิ่งที่คุณครูพูดและสามารถสื่อสารกันต่อได้

แต่ลองดูอีกแบบหนึ่ง

Teacher:“Oh, so you went to the mall with your friend last week?”

Student:“Yes. I went to the mall with my friend last week.”

นักเรียนคนนี้ไม่ได้เพียงแค่เข้าใจ Correction

แต่ได้

ฟัง → สังเกต → แล้วลองพูดรูปประโยคที่ถูกต้องด้วยตัวเองอีกครั้ง

ตรงนี้คือสิ่งที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้ทันทีในคลาสค่ะ


ถ้าคุณครู Recast ประโยคให้ เราควรทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนค่ะ

ลองจำขั้นตอนนี้ไว้

1. SPEAK — พูด

พยายามสื่อสารออกมาก่อน อย่ารอจนมั่นใจว่า Grammar ทุกอย่างถูก 100%

2. LISTEN — ฟัง

เมื่อคุณครูตอบกลับ อย่าฟังเฉพาะความหมาย แต่ลองฟังรูปประโยคที่คุณครูใช้ด้วย

3. NOTICE — สังเกต

ถ้าคุณครูนำประโยคของเรากลับมาพูดใหม่ ลองถามตัวเองว่า

“คุณครูเปลี่ยนอะไร?”

Grammar?

Tense?

Vocabulary?

Preposition?

หรือเปลี่ยนให้เป็น Natural Expression มากขึ้น?

4. REPEAT — ลองพูดใหม่

ถ้าสังเกตเห็น Correction ลองพูดรูปประโยคที่ถูกต้องด้วยตัวเองอีกครั้ง

5. USE IT AGAIN — นำไปใช้อีก

ถ้ามีโอกาส ลองนำ Grammar, Vocabulary หรือ Sentence Pattern นั้นกลับมาใช้ใน Conversation ครั้งต่อไป

จึงสามารถจำง่าย ๆ ได้ว่า

YOU SPEAK → TEACHER RECASTS → YOU NOTICE → YOU REPEAT → YOU USE IT AGAIN


ทำไมการตอบแค่ “Yes” อาจทำให้พลาดโอกาสในการฝึก?

สมมติว่าคุณครูพูดว่า

“Oh, so you went to the mall with your friend last week?”

ถ้าเราตอบ

“Yes.”

เรารับรู้ความหมายและ Conversation สามารถดำเนินต่อไปได้

แต่ถ้าเราตอบ

“Yes, I went to the mall with my friend last week.”

เราได้ลองสร้างรูปประโยคที่ถูกต้องออกมาด้วยตัวเองอีกครั้ง

ความแตกต่างเล็ก ๆ แบบนี้อาจเกิดขึ้นหลายครั้งในหนึ่งคลาส และเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน

ดังนั้นสิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่เพียง

“วันนี้คุณครูแก้ให้กี่ครั้ง?”

แต่รวมถึง

“เราได้นำสิ่งที่คุณครูแก้ให้กลับมาใช้หรือยัง?”


Active Listening สำคัญกับการฝึก Speaking อย่างไร?

เวลาพูดถึงการพัฒนา Speaking หลายคนจะคิดถึงการ พูดให้เยอะที่สุด

การพูดเยอะมีความสำคัญค่ะ

แต่การเรียน Speaking ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้มีเพียง Output เท่านั้น

เรายังต้องฟัง Feedback จากคุณครูด้วย

โดยเฉพาะเมื่อคุณครูใช้ Recast เพราะคุณครูอาจไม่ได้บอกตรง ๆ ว่า

“เมื่อกี้พูดผิดนะ”

ดังนั้นนักเรียนต้องฝึกสังเกตด้วยว่า

ประโยคที่คุณครูพูดกลับมา แตกต่างจากประโยคของเราอย่างไร?

นี่คือเหตุผลที่ Active Listening มีความสำคัญ แม้ในคลาสที่เป้าหมายหลักคือ Speaking


ต้องพูดตามคุณครูทุกประโยคหรือไม่?

ไม่จำเป็นค่ะ

Recast ไม่ได้หมายความว่าเราต้องพูดตามทุกอย่างที่คุณครูพูดเหมือนการท่องจำ

สิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือ

ตอนที่คุณครูนำสิ่งที่เราเพิ่งพูดไปพูดใหม่ แต่เปลี่ยนบางส่วนของประโยค

เช่น

go → went

go mall → went to the mall

I very like → I really like

ถ้าเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ลองคิดว่า

“นี่อาจเป็น Correction หรือเปล่า?”

จากนั้นจึงลองนำรูปประโยคที่ถูกต้องมาใช้ค่ะ

ดังนั้นหัวใจไม่ใช่

REPEAT EVERYTHING

แต่คือ

NOTICE THE CHANGE


Recast มีประโยชน์อย่างไรในคลาสภาษาอังกฤษแบบ 1:1?

หนึ่งในจุดเด่นของการเรียนภาษาอังกฤษแบบ 1:1 คือ นักเรียนมีโอกาสพูดกับคุณครูโดยตรงค่อนข้างมาก

เมื่อเราพูดมากขึ้น คุณครูก็มีโอกาสได้ยินภาษาอังกฤษของเรามากขึ้น

จึงมีโอกาสสังเกตได้มากขึ้นว่าเรามักมีปัญหากับอะไร เช่น

  • Grammar

  • Tense

  • Vocabulary

  • Preposition

  • Pronunciation

  • Sentence Structure

  • Natural Expressions

และสามารถให้ Feedback หรือ Correction ตามสถานการณ์ได้

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คลาส 1:1 เป็นรูปแบบการเรียนที่พบได้บ่อยในโรงเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากค่ะ

คลาส 1:1 เยอะ ไม่ได้แปลว่าภาษาอังกฤษจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ

จำนวนชั่วโมงเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียน

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เราใช้เวลาและ Feedback ในแต่ละคลาสอย่างไร

นักเรียนที่พูดเยอะ แต่ไม่ได้สังเกต Error ที่เกิดซ้ำ อาจยังคงใช้รูปประโยคเดิมต่อไป

ในขณะที่นักเรียนที่พยายาม

Speak → Get Feedback → Notice → Correct → Use Again

กำลังพยายามเปลี่ยน Feedback ที่ได้รับให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาอังกฤษที่ตัวเองใช้จริง


เรียนกับครูคนเดียวกัน ทำไมผลลัพธ์ของนักเรียนอาจแตกต่างกัน?

ลองสมมติว่ามีนักเรียนสองคน

เรียนกับคุณครูคนเดียวกัน

เรียนโปรแกรมเดียวกัน

มีจำนวนคลาสเท่ากัน

และเรียนเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์เท่ากัน

Student A

เมื่อคุณครู Correction หรือ Recast

ตอบว่า

“Yes.”

“Okay.”

“I understand.”

แล้ว Conversation ดำเนินต่อ

Student B

เมื่อคุณครูนำประโยคของตัวเองมาพูดใหม่

พยายามฟังว่าอะไรเปลี่ยนไป

สังเกต Correction

แล้วลองพูดรูปประโยคใหม่อีกครั้ง

หนึ่งครั้งอาจเป็นเพียงความแตกต่างเล็ก ๆ

แต่ถ้ากระบวนการนี้เกิดขึ้นหลายครั้งต่อวัน และต่อเนื่องเป็นเวลา 4, 8 หรือ 12 สัปดาห์

วิธีที่นักเรียนสองคนใช้เวลาในห้องเรียนก็สามารถแตกต่างกันได้มากค่ะ

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเวลาเรียนภาษาอังกฤษ เราไม่ควรมองเพียง

เรียนวันละกี่คลาส?

แต่ควรถามด้วยว่า

เราใช้แต่ละคลาสอย่างไร?


Recast ช่วยให้พูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้นไหม?

Recast ไม่ใช่เทคนิควิเศษที่ทำให้ภาษาอังกฤษดีขึ้นโดยอัตโนมัติค่ะ

แต่เป็นหนึ่งในรูปแบบ Corrective Feedback ที่สามารถช่วยให้นักเรียนได้เห็นความแตกต่างระหว่าง

ภาษาอังกฤษที่ตัวเองกำลังใช้

กับ

รูปแบบที่ถูกต้องหรือเป็นธรรมชาติมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือ นักเรียนต้องมีส่วนร่วมกับ Feedback นั้นด้วย

ดังนั้นแทนที่จะคิดเพียงว่า

“คุณครูเก่งไหม?”

ลองถามเพิ่มว่า

“เวลาได้รับ Feedback เราสังเกตและนำมันกลับมาใช้มากแค่ไหน?”


สรุป: Recast เป็นสิ่งที่คุณครูทำ แต่การนำไปใช้เป็นหน้าที่ของนักเรียน

ครั้งหน้าถ้าคุณครูนำประโยคของเรากลับมาพูดใหม่

อย่ารีบตอบเพียง

“Yes.”

ลองฟังอีกครั้งค่ะ

คุณครูเปลี่ยนอะไร?

Grammar?

Tense?

Vocabulary?

Preposition?

หรือทำให้ประโยคเป็นธรรมชาติมากขึ้น?

ถ้าสังเกตเห็น ลองพูดประโยคนั้นใหม่ด้วยตัวเองอีกครั้ง

เพราะ

Recast เป็นสิ่งที่คุณครูทำ

แต่

การเปลี่ยน Correction นั้นให้กลายเป็นภาษาอังกฤษของเรา เป็นสิ่งที่นักเรียนต้องทำค่ะ

DON'T JUST UNDERSTAND THE CORRECTION.

USE THE CORRECTION.


FAQ — คำถามเกี่ยวกับ Recast และการฝึกพูดภาษาอังกฤษ

Recast คืออะไร?

Recast คือรูปแบบหนึ่งของ Corrective Feedback ที่คุณครูนำประโยคที่นักเรียนพูดผิดหรือยังไม่เป็นธรรมชาติมาพูดใหม่ให้ถูกต้องหรือเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยยังคงความหมายเดิมและสามารถดำเนิน Conversation ต่อได้

Recast คือการบอกนักเรียนว่าพูดผิดหรือไม่?

ไม่จำเป็นค่ะ จุดหนึ่งของ Recast คือคุณครูสามารถให้รูปแบบภาษาที่ถูกต้องกลับไปโดยไม่ต้องบอกตรง ๆ ทุกครั้งว่า “ผิด” นักเรียนจึงควรตั้งใจฟังว่าประโยคที่คุณครูพูดกลับมาแตกต่างจากของตัวเองอย่างไร

หลังจากคุณครูแก้ประโยคให้ ควรพูดตามอีกครั้งไหม?

ถ้าสังเกตว่าคุณครูกำลัง Correction ประโยคของเรา การลองพูดรูปประโยคที่ถูกต้องอีกครั้งเป็นวิธีหนึ่งในการนำ Feedback มาใช้ทันที แต่ไม่จำเป็นต้องพูดตามคุณครูทุกประโยค

Recast ช่วยเรื่อง Grammar ได้ไหม?

Recast สามารถใช้ Feedback กับ Grammar ได้ เช่น Tense หรือ Sentence Structure แต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะ Grammar เท่านั้น คุณครูอาจปรับ Vocabulary, Preposition หรือวิธีพูดให้เป็นธรรมชาติมากขึ้นได้เช่นกัน

เรียนคลาส 1:1 เยอะแล้วจะพูดภาษาอังกฤษเก่งเร็วขึ้นไหม?

จำนวนคลาสเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้ค่ะ คลาส 1:1 สามารถเพิ่มโอกาสในการพูดและรับ Feedback แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับระดับเริ่มต้น โปรแกรม คุณภาพการเรียน การทบทวน และวิธีที่นักเรียนนำ Feedback ไปใช้ด้วย

Beginner สามารถใช้วิธีนี้ได้ไหม?

ได้ค่ะ Beginner ไม่จำเป็นต้องเข้าใจศัพท์ Grammar ทุกคำ สิ่งที่สามารถเริ่มทำได้ง่ายที่สุดคือสังเกตว่า เมื่อเราพูดประโยคหนึ่งแล้ว คุณครูพูดประโยคนั้นกลับมาแตกต่างจากเราอย่างไร และลองใช้รูปแบบใหม่อีกครั้ง


เรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ให้คุ้ม ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคลาส

เวลาเปรียบเทียบโรงเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ หลายคนเริ่มจากคำถามว่า

“มีคลาส 1:1 วันละกี่ชั่วโมง?”

จำนวนคลาสเป็นข้อมูลสำคัญค่ะ แต่ไม่ควรเป็นข้อมูลเดียวที่ใช้ตัดสินใจ

ควรพิจารณาร่วมกับ

LEVEL → GOAL → DURATION → BUDGET → PROGRAM → SCHOOL

รวมถึงดูว่าโปรแกรมเหมาะกับระดับและเป้าหมายของเราหรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว

การมีโอกาสเรียนเยอะเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่

การรู้ว่าจะใช้แต่ละคลาสอย่างไรให้เกิดประโยชน์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ

Study Abroad BKK ให้คำปรึกษาและช่วยเปรียบเทียบโรงเรียนภาษาอังกฤษในฟิลิปปินส์ตามระดับภาษา เป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ และรูปแบบการเรียนของนักเรียนแต่ละคน

Comments


bottom of page